.

 

 

 

 

 

 

 

 

 

.

 

 

 

 

.

 

ไม่ได้แก้เลยจ้า

 

 

 

 

.

 

 

 

.

Fiction: จักรพรรดินี

Paring: YunJae (Mpreg, Period, Drama, Fantasy)

By: l-o-o-k-p-a-d

Note: เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับ Lizetia สงครามนางสนม และพระชายาแต่อย่างใดนะคะ เพียงแต่อยู่ในซีรี่ย์เดียวกัน

Note2: กรุณาอย่าคาดหวังกับความสนุกเท่าๆเดิม หรือมากกว่าเดิม สายน้ำไม่ไหลย้อนกลับ ทุกอย่างมีสิ่งใหม่ๆเสมอ

Note3: ชื่อฟิคอาจมีการเปลี่ยนแปลง

 

 

 

จักรพรรดินี

 

3

 

“แจจุง.... เป็นอย่างไรบ้าง เจ็ดวันเชียวไม่ได้เจอหน้าเจ้า รู้หรือไม่ พี่ชายเจ้าสามวันแรกแทบกินสิ่งใดไม่ลงเชียวนะ ข้าน่ะต้องทั้งขู่ทั้งปลอบเชียว ทำราวกับเป็นเด็กๆ” เสียงแหบหวานส่งทักทายยาวเหยียด พี่สะใภ้ร่างเล็กตรงรี่เข้าสู่ตำหนักใหญ่เป็นอันดับสองของวังหลวงทันทีที่ผ่านพ้นเจ็ดวันที่หวงห้าม

“ไม่น่าเชื่อเลยนะ น้องตัวน้อยๆของยูชอนจะกลายเป็นโฉมงามล้ำค่า เป็นจักรพรรดินีแห่งชองจง” มือนิ่มจับจูงอีกคนออกเดิน

“แต่เจ้าดูซีดเซียวจัง แจจุง” สองร่างนั่งลงที่โต๊ะมุกตัวใหญ่ ตากลมเล็กรีมองตรงที่ใบหน้าของอีกคนที่เคยสดใสอยู่เสมอ “เป็นอะไรหรือเปล่า พี่ข้ารังแกเจ้าเหรอ” พี่สะใภ้ส่งเสียงขึงขัง พลางมองปราดไปทั่วทั้งตัวน้องสามี

“เจ็ดวันเจ้าดูผอมไปด้วยนะ รู้ตัวหรือไม่ เกิดอะไรขึ้น หน้าเจ้าก็ไม่สดใสดังก่อน แววตาเจ้าก็ไม่เหมือนเดิม มีใครรังแกเจ้า บอกข้ามา”

“มี.. มีแน่ๆ ว่าอย่างไร จีฮโย” เมื่อรู้ว่าเจ้าตัวไม่ตอบแน่ เป้าหมายของจุนซูจึงเป็นพี่เลี้ยงที่ยืนรอรับใช้อยู่ไม่ไกล

“ไม่มีอะไรหรอกพี่จุนซู คือ..แจจุงเพิ่งหายป่วยน่ะ”

“จริงเหรอ” ตากลมรี่ลง เหมือนไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยิน “อย่าให้ข้าสืบเองนะ” นิ้วขาวชี้ไปที่ใบหน้าติดเศร้านั้น

“จริงซี่” ปากแกล้งยู่นิดหน่อยพอให้ดูสดใส “ถ้าพี่จุนซูไม่เชื่อ ก็ตามหมอหลวงมาถามได้” ไม่ได้โกหก ไม่ได้โกหกสักนิด แจจุงล้มป่วยลงจริงๆเมื่อหลายวันก่อน เพิ่งจะฟื้นตัวเมื่อไม่วานนี้เอง ด้วยทันทีที่กลับถึงตำหนักในวันนั้น ร่างบอบบางก็ทรุดลง

“แล้วพี่ข้าดีกับเจ้ามากหรือไม่แจจุง”

“ก็...เอ่อ...”

“ก็คงดีอยู่แล้วสินะ ทำเอาเสียเจ้าล้มป่วยขนาดนี้ ฮิฮิ” คนถามลอบหัวเราะคิกคัก คิดเองเออเองเสร็จสรรพ โดยไม่ทันได้มองสีหน้าของอีกคนที่เปลี่ยนไป

“เอาล่ะแจจุง วันนี้ข้ารีบเข้ามาก็เพราะคิดถึงเจ้า และก็...จะมาลาเจ้าด้วย”

“ลา..?”

“ใช่...ไม่คิดเลยว่าจะต้องลาเจ้าเร็วเช่นนี้ อย่างที่เจ้าเห็น ตอนนี้ข้ามาเยี่ยมเจ้าคนเดียว เพราะยูชอนไปเข้าเฝ้าฝ่าบาท ชายแดนน่ะ..มีปัญหาอีกแล้วล่ะ”

“งั้นเหรอ”

“เราสองคนไม่อยากทิ้งเจ้าไปไหนเลย แต่ใครจะรู้ล่ะว่าพวกมันจะอาศัยช่วงที่เราเฉลิมฉลองเข้าปล้นจี้ชาวบ้าน เสด็จพี่เลยจะส่งยูชอนนำทัพไปจัดการให้ราบคาบไม่ปล่อยเอาไว้อีกแล้ว”

“...”

“อย่างไรก็ตามนะแจจุง เพื่อเป็นการล่ำลาเจ้า เย็นนี้ข้ากับยูชอนจะกินข้าวร่วมกับเจ้า จะอยู่กับเจ้าให้นานที่สุด และแม้ว่าข้ากับยูชอนจะไปอยู่ ณ ที่ไหนนะ เพียงแค่เจ้าเอ่ยปากเราก็พร้อมจะรีบเร่งมาหาเจ้าทันทีนะ”

“พี่จุนซู....”

“เจ้าจะไม่โดดเดี่ยวหรอก เชื่อข้าสิ”

 

.

.

.

“เจ้าจะไม่โดดเดี่ยวหรอก เชื่อข้าสิ” 

 

พี่จุนซู..แจจุงเชื่อพี่จุนซูอยู่แล้ว... แต่...ทำไมจนถึงตอนนี้ แจจุงถึงรู้สึกโดดเดี่ยวเหลือเกิน กว่าเจ็ดปีผ่านไปแล้ว แต่แจจุงก็เหมือนอยู่ติดที่เดิม ไม่ไปไหน ไม่ย้อนกลับและไม่ก้าวไปข้างหน้า

การสื่อสารกันทางจดหมาย มันไม่ได้ทำให้ความคิดถึงบ้าน คิดถึงความอบอุ่นระหว่างเราน้อยลงไปเลย การงานที่ยุ่งยาก ด้วยฝ่าบาททรงแบ่งการปกครองเมืองน้อยใหญ่ใกล้เขตตะวันตกของเราให้ท่านดูแลทำให้ท่านทั้งสองยุ่งยากนัก มันดูยากเหลือเกินที่เราจะได้พบกันอีก และก็ดูจะยากยิ่งกว่าที่จะบอกเล่าทุกอย่างในนี้ออกไป ตำแหน่งที่ดำรงอยู่ มันราวกับเป็นสิ่งที่ค้ำคอให้อดทน อดกลั้นกับทุกสิ่ง

ค่ำคืนที่ผ่านมาช่างเศร้าสร้อยและเหงาหงอยเหมือนเคย พิณที่บรรเลงเป็นเพื่อนยังเป็นเพลงเดิมๆ และเมื่อลืมตาตื่นมาแล้วทุกอย่างก็คงที่เช่นเดิมไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง ทั้งโดดเดี่ยว...ทั้งเดียวดาย... ทั้งคิดถึงบ้านเป็นนักหนา แต่จะบอกออกไปอย่างไรได้ มีเพียงแต่จะทำให้อีกฝ่ายเป็นห่วงเสียเปล่าๆ ดังที่ตัวเองบอกจีฮโยเมื่อคืนนั่นแหละ

ทั้งหมดที่เกิดขค้นนั้นหรือ....

 

...เพราะข้าขลาดเขลา โง่ และขี้กลัวมากไปเอง...

 

แล้วปลายพู่กันเล็กที่จรดอยู่นานก็ลากเป็นเส้นลายตัวอักษร บอกเล่าเรื่องราวเล็กน้อยที่ผ่านเข้ามา ดอกไม้ที่เริ่มผลิบานแล้ว รูปภาพใหม่ที่ได้วาดเขียน งานบุญที่จัดขึ้น การรับพระสนมใหม่

ไม่มีจุดใดเลยที่จะบอกถึงความเหงาของตน...

แจจุงบรรจงพับกระดาษบางสีขาวที่ได้แต่งแต้มข้อความเรียบร้อยใส่ลงซองกระดาษสีขุ่นหนา โดยไม่ลืมหยิบถุงหอมที่ลงมือปักเองลงไปด้วย

 

“เมื่อไรเจ้าจะมีหลานให้ข้าอุ้มนะแจจุง ข้าอยากเห็นหน้าหลานเต็มทน”  

 

ประโยคข้อความที่เป็นของยูชอนติดตรึงในความคิด จมูกโด่งพ่นลมออกไล่ความฟุ้งซ่าน หลานหรือ..พี่ยูชอน จะมีอย่างไรได้ เมื่อแจจุงน้องของพี่ยังคงเป็นเด็กขี้แย และขี้ขลาดเช่นนี้

หากไม่นับงานพิธีสำคัญที่ต้องออกร่วมกัน ไม่เคยเลยที่แจจุงจะเข้าพบ หรือเจอยุนโฮ แม้ตำหนักที่พักจะห่างกันแค่รั้วเตี้ย และมีทางเล็กที่เชื่อมหา แต่...ทางนั้นก็ไม่เคยมีใครเดินหาสู่โดยไม่มีกิจใด

ดังนั้น แม้แต่กินข้าวร่วมกัน แจจุงก็ยังไม่เคย นับประสาอะไรกับการ...มีหลาน

 

ตาหวานซึ้งมองไปทางหน้าต่างบานใหญ่ ที่ทอดออกเห็นตำหนักตั้งอยู่ที่ใกล้กัน ใกล้..แต่ก็รู้สึกว่าไกลเหลือเกิน ยิ่งเวลาผ่านไป ก็ยิ่งรู้สึกว่าไกลออกไปเรื่อยๆ

 

มันก็เหมือนความขลาดกลัวบ้าๆของเขา ก็นับวันที่ผ่านก็ยิ่งขลาดและอายเกินจะสู้หน้า

 

แต่ร่างบอบบางนี้จะรู้ไหมนะ ว่าความกลัวที่เพิ่มพูน ความเศร้าซึมที่มากขึ้นนั้น มันก็กัดกินความสดใสในคราวเป็นอ๋องน้อยของตัวเองออกไปเสียหมด เหลือเพียงแต่จักรพรรดินีผู้แสนเศร้าและเก็บตัว

 

ทว่า...ก็ไม่ได้อ่อนแอ...

.

.

.

“เบื่อเสียงจริง! ข้าจักต้องกินไอ้ยานี่ไปอีกนานเท่าใดกัน” ร่างอรชรของพระสนมที่โปรดปรานเป็นอันดับต้นๆ กระแทกตัวลงกับเก้าอี้บุนวมตัวใหญ่

“กฎบ้าบอ” พระสนมผู้นั้นกำมือกระแทกลงที่โต๊ะข้าง “ตราบใดที่จักรพรรดินีไม่มีพระประสูติการ ไม่ว่าสนมใดก็ห้ามท้อง”

“แล้วจะประสูติการยังไงล่ะ ข้าไม่เคยเห็นทรงเสด็จไปหา หรือจักรพรริดินีผู้สูงส่งนั่นมาถวายงาน”

“พระสนม... จะโมโหทำไมล่ะเพคะ ถึงพระสนมไม่ทรงพระครรภ์ ก็ไม่ได้หมายความว่า พระสนมคนอื่นๆจะท้องได้นี่เพคะ ไม่ว่าใคร ต่างก็ต้องกินยานั่นหลังถวายงานฝ่าบาททั้งนั้น” นางกำนัลคนสนิทกล่าวปลอบ นางหมายถึงยาโบราณขมเฝื่อน ที่นางกำนัลผู้เฒ่าจักนำมาให้เสมอหลังสนมคนใดขึ้นถวายงาน และก็เป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ด้วย ตัวอย่างง่ายๆก็สนมฮยอนซองเมื่อสองปีก่อน ที่ริอ่านปฏิเสธ แต่ก็ถูกจับกรอกปาก และถูกย้ายออกไปอยู่ ณ ตำหนักเย็น โดยไม่มีใครช่วยได้ แม้แต่จักรพรรดินีผู้มีหน้าที่ดูแลฝ่ายใน เพราะพระสนมโชคร้ายคนนั้นทำผิดกฎที่มีมาแต่โบราณ จักรพรรดินีผู้อ่อนโยนได้แต่เพียงส่งข้าวของอำนวยความสะดวกตามสมควร

“ฮึ้ย เบื่อจริงๆเลย ไม่รู้ว่ามันจะเชิดหน้าเชิดตา ทำตัวสูงส่งไปอีกนานแค่ไหน เป็นน้องปาอ๋องแล้วอย่างไร เป็นคนที่จักรพรรดิพระองค์ก่อนหมั้นหมายแล้วอย่างไร แต่ในคืนร่วมหอ ฝ่าบาทก็ร้องหาข้ามิใช่หรือ ข้าล่ะหมั่นไส้มัน ไม่สิ เกลียดมันเสียจริง”

“พระสนม... เบาๆเพคะ”

“หึ สักวันเถอะ ข้าจะโค่นมันลงมาให้ได้ ข้าก็เป็นถึงหลานเสนาบดีใหญ่มิแพ้พี่มันเช่นกัน”

.

.

.

ตาโตก้มอ่านรายงานที่จดบันทึกการถวายงานของฝ่ายใน แววตาดำขลับลึกล้ำไล่มองตั้งแต่ต้นจรดปลายเดือนพบว่ามีการจับจองเต็มจนเกือบหมด เหลือเว้นว่างเพียงไม่กี่วันเท่านั้น ซึ่งก็ไม่ใช่วันใกล้ๆนี้นัก มือขาวพับรายงานบุผ้าแพรปักนั่นลงพลางส่งให้นางกำนัลที่รับใช้อยู่ใกล้ๆ

งานตรวจตราการถวายงานของเหล่าพระสนมที่จะต้องจัดถวายแด่องค์จักรพรรดิ ในทุกค่ำคืนก็เป็นอีกงานหนึ่งของผู้ดูแลฝ่ายในอย่างเขา จัดหาให้ปรนนิบัติรับใช้ตั้งแต่ทรงเสวยพระกระยาหาร จวบจนรุ่งสางของวันซึ่งระหว่างนั้นการณ์จะเป็นไปเช่นไรก็ต้องแล้วแต่พระวินิจฉัยของฝ่าบาท

การจัดเวรจะขึ้นกับความสมัครใจของพระสนมแต่ละนาง แน่ล่ะว่าต้องมีการชิงดีชิงเด่นแก่งแย่งการเข้าถวายงาน ซึ่งข้อนี้ก็ต้องทำให้คนที่อยากอยู่เงียบๆเช่นเขาต้องออกโรงตัดสิน กำหนดชะตากรรมให้พระสนมแต่ละคนบ้าง แต่ก็ใช่ที่ว่าเขาจะมีอำนาจในการตัดสินใจส่งใครไปเสียคนเดียวไม่ หากฝ่าบาททรงมีคำสั่งลงมาว่าต้องการผู้ใดในค่ำคืนนั้นแล้ว บุคคลอื่นที่แต่แรกมีรายชื่อไว้ล่วงก่อนแล้วก็ต้องเป็นอันถูกถอดออกไป

 

แต่หลายปีผ่านแล้ว ในใบหมายกำหนดการนั้นไม่เคยมีชื่อจักรพรรดินี

และเฉกกัน หลายปีผ่านแล้วก็ไม่เคยมีครั้งใดที่ฝ่าบาททรงเรียกหาจักรพรรดินี

 

 

“หลบไปนะ!” เสียงแหลมดังขึ้นราวๆหน้าพระตำหนัก

“บอกให้หลบไปไง ข้าจะขอเฝ้าจักรพรรดินี”

“ให้พระสนมเข้ามาเถอะ” ร่างงดงามในชุดเรียบง่ายลุกขึ้นจากโต๊ะเขียนหนังสือ ก้าวยาวๆเข้ามาในส่วนรับรองซึ่งคงอีกไม่นานนักเจ้าของเสียงดังนั้นคงโผล่ออกมาให้เห็น

 

แล้วนั่นอย่างไร ไม่ทันทีแจจุงจะนั่งลงได้เรียบร้อยดี เจ้าของเสียงก็พาร่างสวยงามสมวัยของตนเข้ามายอบกายทำความเคารพ

“ถวายพระพรเพคะ หม่อมฉันซูยอง” เป็นพระสนมซูยองนั่นเอง

“มีอะไรหรือ มาหาเราแต่เช้า” เสียงหวานของแจจุงตอบรับเบาๆ หากแต่ก็ดูทรงแห่งอำนาจที่มองไม่เห็น

“หม่อมฉันมาขอความเป็นธรรมเพคะ”

“เรื่องอะไรหรือ”

“เมื่อคืนนี้พระสนมเอกอาราทรงแย่งฝ่าบาทไปจากหม่อมฉันเพคะ” ร่างงดงามพรั่งพรู “ทั้งๆที่เมื่อคืนเป็นเวรของหม่อมฉันตามหมายกำหนดการ ตราหยกก็อยู่ในมือหม่อมฉันแล้ว” สนมซูยองกล่าวถึงตราหยกสำคัญที่เป็นสัญลักษณ์ของผู้ถวายงานในค่ำคืนนั้นจะต้องถือไปประทับที่หน้าห้องพระบรรทม อันหมายถึงการเริ่มถวายงานของเหล่าฝ่ายใน “แต่พระสนมเอกอารากลับมาใช้อำนาจบาตรใหญ่แย่งไปจากหม่อมฉันเพคะ ทรงอ้างว่าฝ่าบาทเรียกหา แต่..จะเรียกหาได้อย่างใดเพคะ ในเมื่อตราหยกอยู่ที่หม่อมฉันแท้ๆ”

“....”

“พระองค์ต้องให้ความเป็นธรรมกับหม่อมฉันนะเพคะ พระองค์เป็นประมุขฝ่ายใน พระสนมเอกทำผิดกฎเช่นนี้ สมควรได้รับการลงโทษเพคะ”

“เจ้าแน่ใจนะว่าทุกอย่างที่เจ้าพูดเป็นความจริง” ตากลมโตเค้นมองคนที่ยอมกายนั่งอยู่ตรงหน้าอย่างพินิจพิเคราะห์

“เพคะ พระองค์ทรงเรียกมหาดเล็กหรือนางกำนัลคนไหนมาถามก็ได้ พระสนมเอกน่ะ ทำเช่นนี้มาหลายครั้งแล้ว ทรงเห็นว่าตนเป็นถึงพระธิดาแคว้นใหญ่ บารมีมากนัก ที่..ที่แม้แต่พระองค์ก็สู้มิได้เพคะ”

“เอาล่ะๆ ไม่ต้องพูดให้มากความ จีฮโย” แจจุงหันไปหาพระพี่เลี้ยงที่อยู่ข้างกาย แล้วโน้มตัวกระซิบบางอย่าง

“เจ้าไม่ต้องกลัว หากสิ่งที่เจ้าพูดเป็นความจริงเราจะให้ความยุติธรรมกับเจ้าเอง” แจจุงหันหลับมาพูดกับซูยองเบาๆ ขณะที่ตากลมโตมองตามร่างของพระพี่เลี้ยงที่ออกไปหาความจริงมาให้ตน

.

.

เสื้อผ้าแพรพรรณบ่งบอกฐานะที่สูงส่งถูกสวมคลุม หลังจากผ่านไปหนึ่งชั่วยามแล้วก็ไม่เห็นวี่แววของพระสนมเอกที่ถูกเชิญให้เข้ามาเฝ้า ร่างงามอรชรในชุดผ้าปักลายหงส์เหินจึงต้องมาหยุดที่หน้าตำหนักใหญ่แห่งพระสนมเอกเสียเอง

การขัดคำสั่งจักรพรรดินีนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง แต่แจจุงก็ไม่ได้ใจร้ายพอกับคนที่ ‘อ้าง’ ว่าตนเองป่วยจนไม่สามารถไปเข้าเฝ้าได้ แล้วจะไม่เข้ามาเยี่ยมและพร้อมกับตัดสินคดีความที่มีคนร้องขอเมื่อครู่

นางกำนัลสังกัดพระสนมเอกวิ่งเข้ามาเรียงกายถวายความเคารพ ตากลมกวาดมองผู้มาเข้าเฝ้าถวายพระพร หากก็ไม่เห็นร่างของประมุขแห่งตำหนัก

“พระสนมเอกเล่า” เสียงหวานกล่าวเรียบๆ

“อยู่ด้านในเพคะ” คำตอบที่ได้ทำเอาแจจุงแอบคิดโดยบริสุทธิ์ใจว่าร่างกายของพระสนมเอกคงอ่อนล้าและเจ็บป่วยได้ไข้ไปจริงๆ ดวงตาสวยซึ้งหันไปมองยังพระสนมที่เป็นโจทก์ของเรื่องข้างๆ ก่อนมองไปยังจีฮโยพี่เลี้ยงที่สั่นศีรษะราวกับรู้ใจนายของตนว่าทรงเชื่อว่าอีกคนป่วยเพราะความเมตตาสูงส่งอีกแล้ว

 

จมูกโด่งสูดลมหายใจขึ้นเล็กน้อยก่อนกล่าวต่อ “พระสนมเอกคงไม่สบายหนักจริงสินะ เพราะเมื่อครู่เราเรียกหาก็มิสามารถไปได้ เช่นนั้นเราขอเข้าเยี่ยมหน่อยเถิด”

 

ขาเรียวก้าวเข้ามาด้านใน ตาโตปราดมองเห็นการตกแต่งหรูหราโอ่อ่าสมตำแหน่งพระสนมเอกแลทั้งพระธิดาเจ้าเมืองใหญ่ แน่นอนว่าจะต้องไม่พบเจอเจ้าของตำหนักแห่งนี้ในโถงรับรอง ด้วยเหตุว่าป่วยไม่สบาย ทว่าปลายหางตาสวยดั่งตาหงส์นั้นทันมองเห็นเรียวขาภายใต้กระโปรงสีหวานของใครคนหนึ่งในห้องเล็กริมระเบียง

 

“ข้านึกว่าเจ้าป่วย แต่เหตุใดจึงมานั่งรับลมริมระเบียง” น้ำเสียงนิ่งเรียบส่งออกไปพร้อมร่างหอมดังบุปผาสวรรค์ที่ขยับเข้าสู่ห้องนั้น

 

“อุ้ย จักรพรรดินีนี่เอง” หญิงสาวแสร้งตกใจพลางทำผ้าเช็ดหน้าที่คงเกี่ยวพันนิ้วเล่นร่วงหล่น “หม่อมฉันไม่ได้ป่วยมากมายเพคะ แค่เมื่อเนื้อเมื่อยตัวตามประสา แต่ก็ไปเข้าเฝ้าไม่ไหวจริงๆ” พระสนมผู้สูงส่งแกล้งบิดร่างกายแสดงความเมื่อยบนเนื้อตัว “หวังว่าพระองค์คงเข้าใจ ก็...ฝ่าบาทแข็งแรงออกปานนั้น ความต้องการของพระองค์ก็...มากล้น.. ยามที่พระองค์จะกลืนกินหม่อมฉันน่ะ ทั้งยัง...อ๊ะ! หม่อมฉันประทานอภัยเพคะ หม่อมฉันลืมไปว่าพระองค์กับฝ่าบาทน่ะ ยัง.. อ๊ะ เอาเถิดเพคะ หวังว่าพระองค์จะเข้าใจหม่อมฉัน แม้ว่าพระองค์อาจจะยังไม่เคย..” หญิงสาวยกยิ้มที่อ่านยากน้อยๆ ก่อนพูดต่อ “หรืออาจจะเคยแต่ร้างลาไปนานก็ตามเถอะ”

 

“พระสนมเอก ท่านกำลังพูดเรื่องอะไร” เป็นจีฮโยที่ดูท่าจะรับฟังแทนเจ้านายของตนไม่ได้พูดออกมา

“ไม่ใช่เรื่องของเจ้า ขี้ข้าชั้นต่ำ เราพูดกับนายของเจ้า หาใช่เจ้าไม่!”

“พระสนมเอก! แต่ท่านกำลังก้าวร้าวองค์จักรพรรดินี”

“ก้าวร้าว? ก้าวร้าวเช่นใด อย่างไรกันมิทราบ ข้าเพียงอธิบายเรื่องของข้า”

“พระสนมเอก!” // “หยุดเถอะ พี่จีฮโย” เจ้าของปากอิ่มแดง ในชุดงามสง่าเอ่ยขึ้นหลังนิ่งเงียบมานาน

 

“ปล่อยพระสนมเอกพูดไปเถิด เราหาเป็นอย่างไรไม่ หากการพูดเรื่องเช่นนี้จะเป็นเรื่องธรรมดาของคนที่เกิดในชาติตระกูลสูงส่งและเป็นถึงพระสนมเอกเช่นนี้แล้ว เราก็ถือว่าการที่เราเชื่อมาตลอดว่าการที่คนเราเกิดในชาติตระกูลสูงและเป็นคนมีการศึกษาทุกคนต้องแสดงกิริยามารยาทที่ดีที่ควรสมฐานะนั้นผิดถนัด เพราะคนที่ทำในสิ่งที่ตรงข้ามกับความเชื่อของเรานั้นอยู่ตรงหน้าของเราแล้ว”

 

“ปาร์คแจจุง! นี่เจ้าด่าข้าเหรอ”

“แล้วแต่เจ้าจะคิดเถิดพระสนม แต่เราก็หามีคำหยาบใด”

“เจ้า” มือขาวเงื้อขึ้น ทว่าใบหน้างามก็เชิดขึ้นรับเฉกกัน “หากเจ้ากล้าก็ลองดู เพียงเจ้ายื้อแย่งตราหยกของซูยอง แย่งเวรการปรนนิบัติฝ่าบาทโดยไม่มีรับสั่งนั้นถือว่าผิดนักหนาแล้ว นี่เราไม่นับที่เจ้าเรียกชื่อของเราโดยตรงด้วยนะ หากเจ้าจักตบเราอีกสักฉาด มันก็คงทำให้เจ้าเข้าสู่ตำหนักเย็นหรือส่งตัวกลับเมืองของเจ้าได้เร็วขึ้นกระมัง”

“คิดว่าจะขู่ข้าหรือ คิดว่าข้ากลัวหรือ ถ้าเจ้าทำเช่นนั้น เสด็จพ่อของข้าคงไม่เอาเจ้าไว้หรอก ท่านจะยกทัพมาประชิดแน่”

“หากเป็นเช่นนั้น พี่ของเราก็คงไม่อาจออมมือ”

“เจ้า!!!” มือเรียวที่เคยยกขึ้นง้างตกลงข้างลำตัวทว่ากำแน่น ภายใต้ใบหน้าสวยคมพยายามข่มใจแน่นไม่อาจกรีดร้องปลดปล่อยความอัดอั้นดังใจหวัง นี่ข้ามิอาจชนะมันได้เลยหรือ

“เอาล่ะ วันนี้เราไม่ถือสาอะไรเจ้า และเรื่องนี้จะไม่แพร่งพรายไปด้วย” แจจุงปรายสายตามาทางพระสนมอีกคนที่ติดตามมา ราวกับออกคำสั่ง

“แต่เรื่องที่เจ้าทำเมื่อคืนนี้จักต้องได้รับการแก้ไขและตักเตือน”

“เรื่องอะไรมิทราบ”

“เรื่องที่เจ้าแย่งหน้าที่ปรนนิบัติรับใช้ฝ่าบาทในค่ำคืนของซูยอง”

“แล้วอย่างใดเพคะ ในเมื่อสุดท้ายฝ่าบาทก็มิได้กล่าวว่าสิ่งใด ซ้ำยังมีความสุขทรงพอพระทัยนัก” ปากฉ่ำด้วยชาดมันวาวจีบคอพูด ขณะที่มือเรียวแกล้งขยับคอเสื้อออกเล็กน้อยเห็นร่องรอยช้ำแดง ที่ไม่ต้องกล่าวก็คงรู้ว่าเป็นรอยจากใคร

ดวงตากลมโตกระพริบหลับลงหนึ่งครั้ง ราวกับไม่เห็นและไม่สนสิ่งใด มีเพียงน้ำเสียงนิ่งเรียบส่งกลับมา “ถึงอย่างนั้นเจ้าก็ไม่ควรจะทำ ฝ่าบาทไม่ได้ตรัสเรียกถึงเจ้า เจ้าก็ไม่ควรเอาเปรียบผู้อื่นแย่งวันของเค้ามา ทั้งๆที่ตัวเจ้าเอง ด้วยตำแหน่งสนมเอก สามารถขึ้นถวายงานได้มากกว่าคนอื่นๆ เจ้าก็รู้แก่ตัวดี สนมคนอื่นได้เพียงเดือนละไม่เกินสองครั้ง แต่เจ้านั้นได้ถึงสาม และหากเราจำไม่ผิดคืนนี้และอีกหนึ่งคืนข้างหน้าก็เป็นคืนของเจ้ามิใช่หรือ และยังมีอีกครั้งในอีกสิบวันข้างหน้าอีกด้วย”

“เช่นนั้นจะให้ทำอย่างใดเพคะ ยกคืนของหม่อมฉันให้พระสนมซูยองคนโปรดของพระองค์หมดงั้นหรือ”

“ไม่มีใครเป็นคนโปรดของเราทั้งนั้นพระสนมเอก...และเราจะไม่ทำอย่างที่เจ้าบอกหรอก ถึงแม้ความจริงควรจะทำก็เถอะ แต่เจ้าเป็นถึงพระสนมเอกของฝ่าบาท ถ้าเราทำเช่นนั้นดูจะหักหน้าเจ้าเกินไป ครั้งนี้เราจะมาเพื่อตักเตือนเจ้าไว้ก่อน หากเจ้าไปแย่งของผู้ใดอีกเราก็คงต้องทำอย่างที่เจ้าว่า แต่...เมื่อทำผิดก็ต้องรับโทษ เราจะให้เจ้างดถวายการปรนนิบัติฝ่าบาทในเดือนนี้ ส่วนซูยอง เราจะจัดให้ถวายงานแด่ฝ่าบาทในคืนที่ยังว่างอยู่”

               

                “จักรพรรดินีของข้า ช่างยุติธรรมนัก แล้วเจ้า...จำทำอย่างไรกับคืนของอาราหรือ...ปาร์ค แจจุง”

            “ฝ่าบาท!”

 

                อย่างเงียบเชียบเหลือเกิน เมื่อร่างสูงก้าวเข้ามาในห้องของตำหนักแห่งนี้ ตาคมปราดมองเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น เป็นเหตุเกือบจะบังเอิญโดยแท้ที่เขาได้มาที่นี่ เมื่อได้ยินเหล่ามหาดเล็กปัดกวาดกระซิบพูดคุยถึงเรื่องพระสนมเอกแย่งงานปรนนิบัติของพระสนมองค์อื่น และพระสนมพระองค์นั้นก็ใจกล้าที่จะฟ้องต่อองค์จักรพรรดินี และจักรพรรดินีที่ขึ้นชื่อเรื่องเก็บตัวเงียบก็อาจหาญที่จะเข้ามาว่ากล่าวพระสนมเอกผู้นั้นถึงตำหนัก ทั้งๆที่รู้ว่า ผู้ที่ดำรงตำแหน่งพระสนมเอกนั้นเป็นคนโปรดของเขามากเท่าใด และมีชาติกำเนิดสูงส่งมากแค่ไหน

                เป็นความอยากรู้ว่าจักรพรรดินีแสนงดงามทว่าเย่อหยิ่ง นิ่งเฉยนั้นจะทำเช่นใด

                จะบ้าอำนาจแห่งตำแหน่งของตน

                หรืออ่อนแอยิ่งดั่งน้องน้อยของพี่ชาย

                และสิ่งที่ได้ยิน ก็ถือว่าจักรพรรดิพระองค์ก่อนเลือกคู่หมั้นให้มิผิด ทว่าที่ผิดนั้นก็...หึ!!!

 

                “ว่าอย่างไรแจจุง เจ้าคงมีคำตอบแล้วสินะ”

                “ฝ่า...ฝ่าบาท” แจจุงที่เพียงย่อกายเล็กน้อยเพื่อถวายพระพรต่างจากคนอื่นๆที่ต้องย่อตัวลงต่ำที่สุด ใบหน้าสวยหวานก้มหน้าก้มตาพูด ใครจักคิดเล่าว่าพระองค์จะเสด็จมาที่นี่ตอนนี้ นับวันได้มิใช่หรือที่จะได้เจอหน้ากัน ซึ่งหากมิใช่มีหมายกำหนดการมาก่อนหน้าแล้ว อย่าแม้แต่คิดเลยว่าจะได้พบเจอกันได้

                “คืนนี้แล้วมิใช่หรือ แล้วเจ้าจะหาใครได้ทัน หากพูดหาไปตอนนี้คงจะได้แก่งแย่งให้จักรพรรดินีที่แสนเย่อหยิ่งจองหองทั้งยังหวงตัวของข้าปวดหัวอีกเป็นแน่ หึ”

“.....”

“เอาล่ะ งั้นข้าขอช่วยเจ้า เมื่อซูยองโดนอาราแย่งวันไป คืนนี้ก็เป็นซูยองแล้วกัน”

“ขอบพระทัยฝ่าบาท” เสียงของหญิงสาวที่ยังคงนั่งย่อตัวต่ำถวายพระพรกล่าวอย่างตื่นเต้นดีใจ ใครจะคิดเล่าว่าจู่ๆวาสนาจะตกเป็นของตน นอกจากจะทำให้จักรพรรดินีออกหน้าจัดการพระสนมเอกคู่ปรับได้แล้ว ใครจะคิดเล่าว่าฝ่าบาทจักทรงแผ่พระเมตตาลงมาด้วยเฉกนี้

“ส่วนคืนพรุ่งนี้เจ้าก็จัดการให้เรียบร้อยแล้วกัน อย่าให้มีเรื่องขึ้นมาอีก เข้าใจหรือไม่จักรพรรดินีผู้สูงส่งอันมีหน้าที่ปกครองฝ่ายใน”

.

.

.

ราวกับพระองค์เข้ามาช่วย แต่ก็คล้ายกับพระองค์ตอกย้ำถึงความผิด ที่ตัวของเค้ามีหน้าที่ปกครองซึ่งฝ่ายในแต่ก็มีเรื่องแก่งแย่งนี้ขึ้นมาได้

ไม่ใช่ไม่รู้ว่าอาราเป็นคนอย่างไร เป็นใคร หรือเป็นคนโปรดของพระองค์ไหน หลายครั้งที่แกล้งเป็นนิ่งเฉยไม่รู้ไม่เห็น นั่นก็เพราะเห็นว่าไม่อยากมีเรื่อง ความร้อนแรงและบ้าอำนาจแก่พระสนมอื่นๆซึ่งชั้นต่ำกว่าของอาราเกิดขึ้นมานานนักหนาแล้ว และไม่ใช่แค่พระสนมชั้นต่ำกว่าด้วย แม้แต่กับตำแหน่งสูงกว่าอย่างแจจุง อาราก็แทบไม่เว้น ด้วยคิดว่าตนชาติกำเนิดสูงกว่า แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เค้าตกลงใจที่จะตักเตือนว่ากล่าว และถึงกับอาจหาญต่อล้อต่อเถียงกลับ

.

.

 “แจจุงกล้ามากไปหรือเปล่าพี่จีฮโย ที่ไปลงโทษ ไปว่าอาราเค้าแบบนั้น” เรือนร่างงดงามในชุดแพรบางสีขาวนั่งเท้าคางสวยของตนขณะที่ให้พี่เลี้ยงแปรงผมดำเงางาม

“ไม่นี่เพคะ หม่อมฉันกลับคิดเสียอีกว่า ควรจะทำเช่นนี้ตั้งนานแล้ว”

“เอ๋”

“ก่อนนี้พระองค์นิ่งมากเกินไป ยอมมากเกินไป แต่ครั้งนี้น่ะ เชื่อหม่อมฉันเถอะเพคะ ไม่ได้ทรงทำผิดอย่างใดเลยทรงทำถูกแล้ว”

“...”

“ให้พระสนมเอกนั่นรู้ถึงอำนาจแห่งพระองค์บ้าง ให้รู้บ้างว่าที่ผ่านมาน่ะทำผิดและอย่าคิดว่าไม่มีใครรู้ หม่อมฉันน่ะ เห็นมาหลายทีนักแล้วว่าชอบทำตัวราวกับเป็นจักรพรรดินีเคียงคู่บัลลังก์กับฝ่าบาท คอยหึงหวงกับพระสนมคนอื่น ถ้าเป็นชาวบ้านทั่วไปนะเพคะ พระสนมเอกน่ะ ทำตัวอย่างกับเมียหลวงสูงศักดิ์ตามหวงสามีกับพวกเมียน้อย หึ ใช่ที่ไหนละ พระองค์ต่างหากที่เป็นเมียหลวง ฮิฮิ เอาล่ะ อย่าคิดมากเลยเพคะ พระองค์น่ะทำไม่ผิดหรอก ไม่เชื่อลองส่งจดหมายไปถึงองค์ชายจุนซูสิเพคะ รับรองก็จะทรงพูดเหมือนหม่อมฉัน” จีฮโยพร่ำพูดไปโดยมิทันมองว่าคนที่ตนพูดด้วยนั้นนิ่งไปสักพักแล้ว

 

“เหมือนเมียหลวงหึงเหล่าเมียน้อยงั้นเหรอ” ปากอิ่มแดงพูดเบาๆ คำพูดที่คนฟังรู้ได้ทันทีว่าคนๆนั้นไม่ได้ฟังประโยคต่อๆมานั้นอีกเลย

“แต่แจจุงเป็นเมียหลวงงั้นเหรอ...เมีย..งั้นเหรอ”

“เพ..เพคะ” ความผิดปกติของคนตรงหน้าทำให้จีฮโยตกใจ นางวางปรงในมือลงแล้วทรุดตัวมองคนที่นั่งด้านหน้า “ทรงร้องไห้ทำไมเพคะ”

“เมีย...เมียหรือ... เป็นได้อย่างไร แจจุงจะเป็นได้อย่างไรพี่จีฮโย” น้ำตาใสไหลเป็นทางจากดวงตาคู่สวย ใครจะรู้เล่าว่าคำพูดชวนหัวของนางกำนัลคนสนิทจะไปจี้จุดแผลเดิมที่ด้านชาไปแล้วให้เจ็บปวดขึ้นมาอีก

“ไม่เอาเพคะ ไม่ร้องเพคะ ทรงเสียใจเรื่องใดบอกพี่จีฮโยสิเพคะ ไม่ร้องเพคะต้องทรงเข้มแข็งสิเพคะ” พี่เลี้ยงคนสนิทรวบตัวบอบบางของคนที่ตนเลี้ยงดูมาแต่เล็กเข้ามากอด แม้จะรู้เลาๆบ้างว่าคนที่แสนเปราะบางนี้เสียใจเรื่องอะไร แต่เหตุการณ์ในค่ำคืนแรกนั้นหาได้รู้ใดไม่

“ไม่ร้องนะเพคะ ต้องทรงเข้มแข็งสิเพคะ เข้มแข็งสมกับเป็นอ๋องน้อยของท่านปาอ๋อง เข้มแข็งกล้าสุดๆเหมือนกับเมื่อวันนี้ที่ผ่านมาไงเพคะ” จีฮโยกอดโอ๋ปลอบราวกับแจจุงเป็นอ๋องน้อยเล็กๆครั้งก่อน มือเรียวลูบหลังปลอบประโลม รู้อยู่เต็มอกว่าคนคนนี้เหงาและเศร้าสร้อยมากเพียงใดตั้งแต่ก้าวเข้ามาสู่ตำแหน่งเหนือผู้เหนือคนแต่ออกไปไหนไม่ได้ เป็นดั่งนกน้อยในกรงทองแห่งนี้

“สิ่งใดที่เคยขลาดกลัว ปล่อยทิ้งมันซะ เริ่มต้นใหม่อีกครั้งนะเพคะ ถึงเวลาแล้วเพคะ ถึงเวลาแล้ว วันนี้พระองค์ทำได้ พรุ่งนี้พระองค์ก็ต้องทำได้เพคะ” จีฮโยพูดอ้อมราวเป็นปริศนา

สมุดรายงานวางอยู่ตรงนั้นแล้ว นางไม่เคยพูด นางไม่เคยชี้แนะ ไม่เคยแสดงความสงสัยว่าเหตุใดนายที่รักของตนไม่เคยเขียนหรือมีรายชื่อในสมุดนั้น นางเฝ้ารอเงียบๆ รอคอยวันเวลาที่นายของตนพร้อม

 “พระองค์ต้องเข้มแข็งเพคะ พระองค์ต้องทำได้” ร่างขาวบางไม่ตอบอะไร มีเพียงสายตาติดแววเศร้าสร้อยมองกลับมาคล้ายหาความมั่นใจให้กับตัวเอง

เวลาหมุนผ่านไปกี่เดือน กี่ปีแล้ว เท่าไรกันหนอที่จมกับความรู้สึกเก่าๆ ความกลัวเก่าๆ ความขลาดเก่าๆ ความคิดเก่าๆ แล้วสุดท้ายก็ต้องมาเสียใจกับการกระทำเก่าก่อน มันถึงเวลาแล้วล่ะกระมัง ที่จะต้องลุกขึ้นมากล้าหาญขึ้นมาเสียที จักรพรรดินีแจจุงวัยสิบเจ็ดผู้ไร้เดียงสาทุกสิ่งอย่างได้จางหายไปแล้วตามกาลเวลา แล้วจะให้เหลือเพียงแต่จักรพรรดินีแจจุงวัยยี่สิบสี่ที่เก็บตัวและเงียบเหงา โดยไม่ลุกขึ้นมาสู้กับสิ่งใดเลยงั้นหรือ

 

“นั่นสินะ ถึงเวลาเสียที”

 

 

มือเล็กหยิบสมุดรายงานการถวายตัวขึ้นมา ขณะที่จีฮโยก็ส่งพู่กันเล็กเนื้อดีให้อย่างรู้งาน

จมูกโด่งสวยสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนก้มลงจรดปลายพู่กัน

 

รายชื่อเก่าของผู้ถวายงานในวันพรุ่งนี้ถูกฆ่าออกไปแล้ว และชื่อใหม่ได้ปรากฏเมื่อใบหน้าหวานใสเงยหน้าและวางพู่กันลง

 

....ปาร์ค แจจุง....

 

Comment

Comment:

Tweet

ไรเตอใจร้ายหวะ ให้แจรอตั้ง7ปี แม่จ้าวววว

อยุ่ได้ไง คำพูดคม เนื้อเรื่องสนุก ไม่ไหวละ ขออ่านตอนต่อไปละนะ

#9 By SOMi (103.7.57.18|171.97.30.82) on 2013-04-26 20:19

7 ปีเลยหรอ?? ใจทำชิพ..
ขอบอกว่าสะใจแรงๆ หมั่นไส้นางเหลือเกินเป็นไงละโดนเข้าไป สนมเอกนี่น่าตบจริงๆ
แผนของนางนี่ หึ้ย!
เป็นไปได้ขอฝ่าบาทโง่หัวไม่ขึ้นหลงแจจุงจนลืมชะนีนี่ไปเบย
ชอบนางเอกแบบนี้ที่สุดอย่ายอมแพ้นังสนมอาราและคนอื่นๆเด็ดขาด
สงสัยต้องประกาศตัวเป็นแอนตี้แฟนสนมอาราแล้วละเจ้ปัด

#8 By YooBiing (103.7.57.18|27.55.167.135) on 2013-04-20 11:10

หวังว่าฝ่าบาทจะโงหัวไม่ขึ้นก็คราวนี้นะ
ไรท์เตอร์สู้ๆจ้า

#7 By Mint (103.7.57.18|14.207.201.227) on 2013-04-16 21:39

หวังว่าฝ่าบาทจะโงหัวไม่ขึ้นก็คราวนี้นะ
ไรท์เตอร์สู้ๆจ้า

#6 By Mint (103.7.57.18|14.207.201.227) on 2013-04-16 21:38

7ปีเลยเหรออโอ้วววว นานไปแล้วว
ใจแข็งจังน้าาทั้งคู่เลยอิอิ
แจสู้ๆๆๆๆๆๆ ทำให้ยุนหลงเองเลยแต่ไม่ต้องไปหาน้าอิอิ
แอบหมั่นไส้ยุนน
รอตอนต่อไปอยู่น้าค้าา

#5 By si (103.7.57.18|180.183.69.242) on 2013-04-16 20:08

ตอนที่จักรพรรดินี ฉะกับสนมอารานี่สุดยอดเลย แบบว่ามาแบบมาดผู้ดี แต่เชือดนิ่มๆสุด สวยแบบมีคุณค่าไม่ใช่สวยแต่รูป เหมือนพระสนมเอก แอร๊ยยยย เชียร์จักรพรรดินีแจจุงสุดๆ ตอนหน้าจะได้ถวายตัวแล้ว เอาใจช่วยนะคะ เอาให้จักรพรรดิหลงจนลืมสนมไปเลย ฮาๆๆ

#4 By anation (103.7.57.18|172.168.1.82, 58.9.59.223) on 2013-04-16 18:56

#3 By mumu on 2013-04-16 00:04

จาก17- 24ไม่เคยมาหาเลย O[]O!
จักรพรรดิใจร้ายสุดๆเลยนะ
ลาออกจาการเป็นจักรพรรดินีได้มั้ย
สงสารแจจุงอ่า ก็เค้ายังไม่พร้อมมันผิดตรงไหนนิๆๆ
อื่ออออออออ แต่ตอนที่4นางคงพร้อมแล้วนะ 5555
เต็มที่นะคะๆๆๆ 55555555

#2 By la_bellelune (103.7.57.18|101.108.176.35) on 2013-04-15 09:24

โอ้โห! 7 ปี พระจักรพรรดินีของหม่อชั้นทนได้ยังง๊ายยยยเนี่ย ส่วนพ่อจักรพรรดิ์ถือว่าสนมเยอะเลยไม่แคร์สินะ ชิชะ..
ตอนแรกก็สงสัย เฮ้ย! 7 ปี แล้วแต่ไม่ท้องกันไปหลายคนแล้วเรอะ มาถึงบางอ้อตอนนางมิยองต้องดื่มยาเนี่ยแหละ แถมสามหาวอีกนางนี่ น่าหมั่นไส้ที่สุด แต่ก็ไม่เท่านางอารา ไม่มีคำว่าให้เกรียติพระจักรพรรดินีเลยซักนิด แถมวางอำนาจบาตรใหญ่อีกทั้งน่าหมั่นไส้ ทั้งน่าเกลียด คำพูดก็ต่ำ ไม่แสดงถึงความเป็นองค์หญิงเอาซะเลย สมและโดนตอกกลับซะเงิบ..
ส่วนพ่อจักรพรรดิ์นึกว่าจะหลงสนมจนงี่เง่า อย่างน้อยก็ยังมีความยุติธรรมบ้าง ไม่หักหน้า แต่ก็ช่วย แม้จะแอบจิกเรื่องเดิมๆตลอด และก็เป็นตัวกระตุ้นให้ แจเชื่อคำสนับสนุนของพี่จีฮโย กล้าลงชื่อตัวเอง เข้าถวายตัวแล้ว อยากบอกว่าตื่นเต้นอะ ก็รู้ว่ายุนมันต้องมีกระแนะกระแหนแจ แต่ก็อยากเห็นแจพูด แล้วก็ถวายตัวจนมีบางคนหลง และนึกเสียดายที่ตัวเองก็ถือคำว่า กษัตร์ตรัสแล้วไม่คืนคำ เสียดายเวลา 7 ปีไปเหมือนกัน
ที่สำคัญ.. ดีใจที่แจสู้คนไม่อ่อนแอเกิน แม้จะมีความอ่อนแอบ้าง ก็แค่ตอนเหงาๆ แต่พอได้ถวายตัว นางพวกสนมคงคิดการณ์ร้ายกับแจแน่ๆเลย
ปล. ขอบคุณหนูปัดนะค้าที่ใจดี เอามาลงให้อ่านเต็มๆ แถมที่พี่แอบทวง อยากบอกว่าพี่ก็กลัวทำให้หนูกดดันน้า แต่หนูกลับใจดีเอามาต่อให้ เป็นของขวัญสงกรานต์เลย ดีใจมากๆ open-mounthed smile

#1 By Mouy (103.7.57.18|58.9.19.152) on 2013-04-14 23:01